ประวัติหนังสือพิมพ์ไทย

หนังสือพิมพ์
ประวัติและพัฒนาการของสื่อสารมวลชนไทยในส่วนนี้ จะแบ่งตามประเภทของสื่อ 5 ประเภทได้แก่ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสีย วิทยุโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต โดยแต่ละสื่อจะครอบคลุมถึงประวีติและพัฒนาการในด้านเทคโนโลยี เนื้อหาสาระ และกิจการ ของสื่อประเภทดังกล่าว
หนังสือพิมพ์
วิวัฒนาการของหนังสือพิมพ์ไทยเติบโตไปตามภาวะความเปลี่ยนแปลงชองสภาพสังคมประกอบกับหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาของการต่อสู้ทางอุดมการณ์หนังสือพิมพ์เป็นเสมือนกลไกหรือเครื่องมือสำคัญ ที่มีส่วนผลักดันเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองการปกครองและสังคมของไทยเสอมมาการศึกษาวิวัฒนาการของหนังสือพิมพ์ไทยในแต่ละยุค จึงจะเป็นต้องพิจารฯบริบทต่างๆที่แวดล้อมหนังสือพิมพ์ในแต่ละยุคควบคู่ไปด้วย บริบทเหล่านี้ได้แก่ บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรม และอุดมการณ์ความคิดทางวิชาชีพหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์จัดเป็นสื่อที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อมวลชนประเภทอื่นหนังสือพิมพ์ในไทยเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการนำตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์เข้ามาในเมืองไทย ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชและพัฒนาเรื่อยมาเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ การสำเสนอประวัติและพัฒนาการหนังสือพิมพ์ไทย จะแบ่งออกเป็น 7 ยุด โดยในช่วงแรกเป็นยุคที่อยู่ในระบบการปกครองแบบสมบูรฯญาสิทธิราชย์ (ยุค 1-4)และในช่วงหนังเป็นยุคการปกครองในระบอบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ. 475 เป็นต้นมา
ยุคหนังสือพิมพ์ฝรั่ง
เริ่มตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 ถึงกลางสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นสมัยที่คณะมิชชันนารีฝรั่งริเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์โดยมีหมอบรัดเลย์เป็นผู้บุกเบิก ก่อนหน้าที่หมอบรัดเลย์จะออกหนังสือพิมพ์ได้รับพิมพ์ประกาศของทางราชการ จนกระทั้งหมอบรัดเลย์เห็นว่ามีความพร้อม จึงออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387 ชื่อหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ ซึ่งคนไทยพากันเรียนกว่า จดหมายเหตุอย่างสั้น เพราะลงตีพิมพ์ข่าวและประกาศต่างๆจัดได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวรายปักษ์เล่มแรกของประเทศไทย อย่างไรก็ตามบางกอกรีคอร์เดอร์มีอายุอยู่เพียง 2 ปี ก็ต้องปิดกิจการเพราะขาดทุน เนื่องจากคนไทยยังไม่รู้จักหนังสือพิมพ์ และขุนนางไทยสมัยนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2407 หมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่สองเป็นฉบับโดยใช้ชื่อว่าบางกอกรีคอร์เดอร์เช่นเดิม
ถึงแม้ว่าบางกอกรีคอร์เดอร์เป็นเครื่องมือที่เติมความรู้ให้แก่ชนชั้นสูงเสียมากกว่ามวลชนแต้เร่าต้องของการต่อต้านความอยุติธรรม การรายงานเหตุการณ์ต่างๆให้ทราบถึงพระเนตรเนื่องจากหมอบรัดเลย์ได้กล้าเสนอในสิ่งที่คนไทยสมัยนั้นไม่เสนอจึงหมิ่นเหม่ต่อคดีอาญารับกาลที่ 4 ได้ออกประกาศไม่ให้เชื่อหนังสือพิมพ์ เพราะเห็นว่าบางครั้งหนังสือพิมพ์ของฝรั่งก็เกินจริงเป็นเครื่องมือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นในที่สุดหมอบรัดเลย์ก็ต้องเลิกออกหนังสือพิมพ์จากการพิมพ์เนื่องจากแพ้คดีความที่ถูกทูตชาวฝรั่งเศสฟ้องร้องทำให้กิจการขาดทุนจึงเลิกกิจการทั้งหมดนอกจากหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์แล้วยังมีหนังสือพิมพ์ที่ออกมาในช่วงนี้แต่ไม่มีความสำคัญมากนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ได้แก่ บางกอกคาร์เลนดาร์ ของหมอจันทเล บางกอกเดลี ของหมอสมิธ
ผยุคหนังสือพิมพ์ราชสำนัก
การทำหนังสือพิมพ์ในราชสำนักเริ่มขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปลายรัชกาลที่ 5 กลุ่มหนึ่งที่มีการศึกษาจากต่างประเทศมีความเห็นว่าถ้าให้ฝรั่งออกหนังสือพิมพ์แต่ฝ่ายเดียวย่อมเป็นภัย จึงได้ออกหนังสือ ราชกิจจานุเบกษา ในปี พ.ศ. 2401 มีกำหนดออกเป็นครั้งคราวมีประสงค์เพื่อแจ้งประกาศของราชการ กฎหมายข้อบังคับ แจ้งความเตือนสติ และชี้แจงข่าวคลาดที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ นับได้วาเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่ออกโดยคนไทยราชกิจจานุเบกษาที่ออกในปลายสมัยรัชการที่ 4 ออกได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป และมาออกอีกครั้งหนึ่งในรัชการที่ 5 ในปี พ.ศ. 2517 ในปีพ.ศ. 2418 ได้มีการออกหนังสือ ค็อต ข่าวราชการ เป็นหนังสือพิมพ์รายวันมีจำนวนหน้า 4 หน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข่าวราชการ และข่าวความเคลื่อนไหวในราชสำนักรายงานข่าวกำหนดการต่างๆที่ควรจะบอกล่วงหน้า บุคคลในข่าวมักเป็นพระบรมวงศานุวศ์และข้าราชการเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือวชิรญาณและ วชิรญาณวิเศษ ในปี พ.ศ. 2427 เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือน เน้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องอ่านเล่น
เนื่องจากการพิมพ์หนังสืออยู่ในอิทธิพลของราชสำนักและจัดทำโดยเจ้านาย เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือพิมพ์ในยุคนี้จึงเป็นเรื่องทางราชการ และอ่านกันเฉพาะในหมู่คนจำนวนน้อย ไม่หวังผลทางการค้าเพราะอยู่ได้ด้วยการนสนับสนุนจาราชสำนัก
ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อจากราชสำนักสู่สามัญชน
ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีสามัญชนออกหนังสือพิมพ์ เช่น ก.ศ.ร.กุหลาบ และเทียนวรรณ ก.ศ.ร.กุหลาบ เป็นสามัญชนธรรมดาที่ไม่มียศ ไม่ศักดิ์ได้ออกหนังสือพมิพ์ชื่อ สยามประเภทสุนทโรวาทพิเศษ ในปี พ.ศ .2440 แม้ว่าหนังสือพิมพ์ของสามัยชนต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์ของเจ้านาย และเสี่ยงต่อการขาดทุนเพราะโฆษฯยังไม่แพร่หลาย แต่กลับได้รับความนิยมจากคนอื่นมาก

หนังสือพิมพ์ซึ่งออกในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 นอกเหนือจากนี้ได้แก่ สาราราษฎร์(2436-2466) จีนโนสยามวารศัพท์ (2450-2466) พิมพ์ไทย (2451) กรุงเทพเดลิเมล์(2441-2476) หนังสือพิมพ์เหล่านี้มีลักษณะต่างไปจากหนังสือราชการและตีพิมพ์ต่อเนื่องจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นหนังสือพิมพ์ที่จัดว่ามีบทบาทสำคัญในประวัติหนังสือพิมพ์ไทยในเวลาต่อมา
ยุคใหม่ของวงการหนังสือพิมพ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
                ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ยังเป็นเจ้าฟ้าวชิราวุธพระบรมโอรสาธิราช ต่อเนื่องมาจากขึ้นครองราชย์เป็นยุคที่หนังสือพิมพ์เข้าถึงมวลชนมากขึ้นมีผู้นิยมทำหนังสือพิมพ์เป็นอาชีพและข่าวสารการเมืองก็เริ่มเป็นที่สนใจของประชาชน มีการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งกันในหน้าหนังสือพิมพ์มีการแข่งขันกันดึงดูดผู้อื่นโดยใช้พาดหัวข่าวตัวโต

สมัยรัชการที่ 6 เป็นยุคที่สถานะทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศดีขึ้น และได้มีการวางรากฐานการศึกษาแก่ประชาชน มีการบัญญัติพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ เรียนหนังสือในโรงเรียนจนอายุ 14 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ประชาชนยังมีความตื่นตัวทางการเมืองเนื่องจากสภาวะของเหตุการณ์สงครนามโลกครั้งที่ 1 และการเมืองในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2467 ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานงานหนังสือพิมพ์ และทรงมีพระราชอัธยาศัยโปรดการโต้แย้งแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากการที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ
ปัจจัยต่างๆดังกล่าวได้ผลักดันให้มีหนังสือพิมพ์ออกมาอย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน มีหนังสือที่ออกเพิ่มในรัชกาลที่ 6 นี้จำนวน 130 ชื่อด้วยกันทวีปัญญา เป็นหนังสือที่ออกเมื่อครั้งยังทรงดำรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช ออกเป็นรายเดือนฉบับแรกออกเมื่อปี พ.ศ. 2447 และเลิกออกไปเมื่อปี พ.ศ. 2450 เพื่อส่งเสริมความรู้ อิงนิยายให้อ่านกันเล่น เปิดโอกาสให้คนส่งเรื่องมาลงตีพิมพ์
ในสมัยของรัชกาลที่ 6 ได้ออกหนังสือข่าวของ “ดุสิตธานี” ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ คือ ดุสิตสมัย รายวัน และดุสิตสมิธ ราย 3 เดือน ซึ่งได้รับความนิยมมาก มีทั้งเรื่องการเมือง เรื่องตลกขบขัน เบ็ดเตล็ด และกวีนิพนธ์ ลักษณะเด่นคือมีการ์ตูนล้อการเมือง หนังสือพิมพ์เป็นเวทีแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและสนามสำหรับแสดงโวหาร พระราชนิพนธ์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ได้แก่ “โคลนติดล้อ” และ “ล้อติดโคลน” เป็นการเขียนถึงสังคม ความเป็นอยู่ และการเมืองของไทย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 6 จะมีเสรีภาพ แต่ก็เป็นเสรีภาพภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการควบคุมของกฎหมายการพิมพ์ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสารและหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2465 พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดให้ผู้มีเครื่องพิมพ์ต้องขออนุญาตจากสมุหเทศาภิบาลแห่งมณฑลก่อนทำการตีพิมพ์
ยุคการเปลี่ยนแปลงของหนังสือพิมพ์ในระบอบรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2475-2516)
เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 สืบเนื่องถึงช่วงหลังปี พ.ศ.2475 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นยุคที่มีการรับรองสิทธิเสรีภามในการพูด การเขียน และการโฆษณา (มาตรา 14 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475) แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถานการณ์ทางการเมืองที่มีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มเจ้านายและคณะราษฎร ทำให้หนังสือพิมพ์เริ่มแบ่งเป็นฝักฝ่าย คือ ฝ่ายอิสระ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายนิยมกษัตริย์ รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2475 เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างเคร่งครับ มีการตรวจข่าวก่อนนำลงตีพิมพ์ แต่หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ไม่ได้เกรงกลัว จึงมีหนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิดในสมัยนี้หลายฉบับ แต่บางฉบับหลีกเลี่ยงด้วยการเพิ่มเนื้อหาบันเทิงมากขึ้นเช่น เสนอนวนิยาย ข่าวชาวบ้านประเภทอาชญากรรม และลดเนื้อหาด้านการเมือง สาเหตุที่คณะราษฎรต้องการควบคุมหนังสือพิมพ์เพราะความรู้สึกไม่มั่นใจในเสถียรภาพของตนเอง หวาดระแวงฝ่ายกษัตริย์ว่าจะผนึกกำลัง และหวาดกลัวต่อการแทรกแซงของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คณะราษฎรได้ชี้แจงว่าไม่มีความมุ่งหมายจะจำกัดเสรีภาพของหนังสือพิมพ์แต่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศในปี พ.ศ. 2476 ได้มีพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2476 ออกมาอีกฉบับหนึ่งกฎหมายฉบับนี้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ 2470 และ 2475 บัญญัติใหม่นี้กำหนดบทบัญญัติควบคุมหนังสื่อพิมพ์โดยกำหนดวุฒิการศึกษาของบรรณาธิการต้องสอบไล่ชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์หรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ซึ่งมีวิทยาฐานะอันมีคณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไม่ต่ำกว่า 3 นาย กฎหมายฉบับนี้ต้องการให้หนังสือพิมพ์มีมาตรฐาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการควบคุมจำนวนหนังสือพิมพ์ไปด้วยในตัว การขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2481-2487) เป็นช่วงเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง มีการเนรเทศผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล มีการตราพระราชทานการพิมพ์ พุทธศักราช 2484
เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ในภาวะฉุกเฉินหรือภาวะสงครามโดยเจ้าพนักงานการพิมพ์ คือ อธิบดีกรมตำรวจทำหน้าที่ตรวจข่าวโฆษณา สั่งถอนใบอนุญาตหนังสือพิมพ์ได้ ถ้าเห็นว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยแบะศีลธรรมอันดีของประชาชน และได้เงินทุนขึ้นต่ำของการดำเนินงานหนังสือพิมพ์ คือไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ทำให้หนังสือพิมพ์ยุบรวมกัน เมื่อจำนวนหนังสือพิมพ์ลดลงรัฐบาลก็สามารถควบคุมหนังสือพิมพ์ได้นอกจากนั้นในช่วงภาวะสงคราม หนังสือพิมพ์ต้องปัดส่วนกระดาษและมีการประกาศยกเลิกใช้บางตัว ทำให้หนังสือพิมพ์ถูกควบคุมทางอ้อมและกลายเป็นเพียงผู้บันทึกเหตุการณ์
ในปี พ.ศ. 2501 ได้เกิดการรัฐประหารนำโดนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และตลอดช่วงระยะภายได้ระบอบการปกครองเผด็จการทหาร ( พ.ศ. 2501-2516) ของจอมพล สฤษดิ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดๆรับรองสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน และการแสดงความคิดเห็นรัฐบาลใช้ประกาศคณะปฏิบัติฉบับที่ 17 ในการควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างเบ็ดเสร็จ โดยอ้างเพื่อความมั่นคงของประเทศ
ยุคสิทธิเสรีภาพหนังสือพิมพ์เบ่งบาน และการปราบปรามครั้งใหญ่
                การเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญของขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชนหรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติ14 ตุลา” โดยประชาชน ได้นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลทหาร เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เปิดฟ้าใหม่ให้แก่สิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีหนังสือพิมพ์ เกิดใหม่เป็นจำนวนมาก และหนังสือพิมพ์มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างหลากหลายทั้งในฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยม รวมแล้วมีการขอออกหนังสือพิมพ์ถึง 753 ฉบับ แต่มีเพียงร้อยละ10 ที่ดำเนินการจริง
ในช่วงปี พ.ศ. 2517 มีคนหนุ่มสาวและกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้าเข้าสู้วงการหนังสือพิมพ์ แบละได้ออหนังสือพิมพ์แนวการเมือง เช่น ประชาชาติ ประชาธิปไตย และ The Voice of the Nation ส่วนนิสิตนักศึกษาได้ออกหนังสือพิมพ์ อธิปัตย์ เพื่อใช้เป็นเวทีในการแสดงบทบาททางการเมืองในอีกด้านหนึ่ง หนังสือพิมพ์ แนวอาชญากรรม เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ ดาวสยาม ก็ใช้โอกาสที่เสรีภาพเปิดกว้างในการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว ขายข่าวในเรื่องอาชญากรรม ความรุนแรงและเรื่องทางเพศอย่างโจ่งครึ่มในปี พ.ศ. 2518 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรายกรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชบัญญัติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พุทธศักราช2518 ที่อนุญาตให้มีการยึดแท่นพิมพ์ได้ มาควบคุมหนังสือพิมพ์แม้ว่านักหนังสือพิมพ์จะเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 และพร้อมจะจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์เพื่อควบคุมกันเองในทางวิชาชีพ
อย่างไรก็ ดีบรรยากาศที่เสรีภาพเบ่งบานเต็มที่ในช่วงระยะ 3 ปี พ.ศ.2516-2519 ต้องสะดุดหยุดลง เมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมร่วมมือกับทหารใช้กำลังปราบปรามนักศึกษาและประชาชนที่ประท้วงการกลับมาของจอมพบ ถนอม กิตติขจร หลังจากนั้น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะปฏิรูปได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และบริหารประเทศด้วยการหิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2520 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดๆที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและของสื่อมวลชน มีการออกประกาศคณะปฏิรูปฉบับที่ 42 สั่งปิดหนังสือพิมพ์และมีการตรวจเซนเซอร์อย่างเข้มงวด หนังสือพิมพ์ที่ถูกกว้าวหาว่าเอียงซ้ายถูกยึดและมีรายชื่อหนังสือต้องห้าม 100 เล่ม ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะถูกยึดและเผา มีคำสั่งเรียกผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเข้าพบที่กอบบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อให้ของอนุมัติตี พิมพ์หนังสือพิมพ์เป็นรายๆไป หนังสือพิมพ์ที่ได้รับอนุมัติ คือหนังสือพิมพ์ที่มีทัศนะเอียงขวาและกลางๆมีจำนวนทั้งสิ้น 12ฉบับ ซึ่งไม่มีการวิจารณ์รัฐบาลคณะปฏิรูปอย่างสิ้นเชิงนิสิตนักศึกษาและปัญญาชนฝ่ายซ้ายหนีภัยคุกคามจากรัฐบาล เข้าป่าจับอาวุธต่อสู่ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และมีการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองผ่านวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย และสื่อสิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยการสู้รบด้วยกำลังอาวุธระหว่างทหารรัฐบาลและกอบทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย 66/2523 และ65/2524 เพื่อลดสภาพความขัดแย้งรุนแรง และการต่อสู้ทางความคิดและความเชื่อทางการเมืองที่ช้ำลังอาวุธและได้ประกาศนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่กลับจากป่าค้นสู่สังคมเมือง
ยุคพลังเศรษฐกิจนำหนังสือพิมพ์ (พ.ศ. 2525-2532)
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา สิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ได้เกิดปรากฏการณ์ปรับตัวครั้งสำคัญที่สุดในโครงสร้างและนโยบายของหนังสือพิมพ์กิจการหนังสือพิมพ์พัฒนาขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ในทางการเมืองเป็นช่วงรอยต่อที่มีลักษณะประชาธิปไตยครึ่งใบ ชนชั้นกลางเริ่มมีโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีบรรยากาศใหม่ในทางสังคมวัฒนธรรม ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดหนังสือพิมพ์ได้แตกแขนงไปทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน และรายสะดวก (ส่วนใหญ่ได้แก่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีกำหนดออกไม่แน่นอน) หนังสือพิมพ์เชิงปริมาณ เช่น ไทยรัฐ เดสินิวส์ ที่ยอดขายที่สูงขึ้นในขณะเดียวกันเกิดหนังสือพิมพ์ที่ประกาศตัวถือข้าฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจนเช่น หนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ที่เป็นแนวอนุรักษ์นิยม และเกิดหนังสือพิมพ์แบบผู้นำความคิด ที่เน้นหนังข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการวิพากษ์วิจารณ์ เข่น หนังสือพิมพ์ มติชน The Nation นอกจากนี้ ยังเกิดหนังสือพิมพ์แนวขาวสารธุรกิจ อาทิผู้จัดการ ฐานเศรษฐกิจ ประชาชาติธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ในยุดนี้อย่างแท้จริง
ธุรกิจหนังสือพิมพ์เข้าสู่ยุดเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็วในด้านการผลิตและการสื่อขาว การขยายตัวของธุรกิจโฆษณากลายเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์จนเป็นผลให้เงื่อนไขความอยู่รอดของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับขึ้นอยู่กับรายได้จากโฆษณา ในขณะเดียวกันก็เกิดการแสดงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจของหนังสือพิมพ์ด้วยการลงโฆษณาในพื้นที่ของข่าวโดยไม่ระบุว่าเป็นเนื้อที่โฆษณาหรือการเขียนสนับสนุนธุรกิจใดบูรกิจหนึ่งที่ให้ค่าโฆษณาหรือค่าตอบแทนสูงเป็นต้น
ยุคหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจฟองสบู่ และวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2533-ปัจจุบัน)
ยุคนี้อยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2533-ปัจจุบัน ในช่วงนี้หนังสือพิมพ์ต้องทำงานภายใต้ระบบทางวัฒนธรรมที่สังคมไทยเปิดรับการสื่อสารข้ามชาติหรือข้างพรมแดนมากขึ้น นอกจากหนังสือพิมพ์ต้องขับเคี่ยวระหว่างหนังสือพิมพ์ด้วยกันแล้ว ยังต้องขับเคี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อมวลชนอื่นๆเช่น โทรทัศน์ วิทยุและอินเทอร์เน็ต ในการแก่งแย้งงบประมาณโฆษณาและผู้บริโภค หนังสือพิมพ์ที่จะได้รับความนิยมจึงต้องสะท้อนความเป็นสากล มีความรอบด้าน ลึกซึ้งเป็นกลาง และเสนอข่าวแบบเจาะลึก น้ำหนังของการเติบโตในระยะแรกของช่วงนี้ยังอยู่ที่หนังสือพิมพ์ระดับผู้นำ และหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจ
ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปีพ.ศ. 2540 ที่ต่อเนื่องมาจากถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) เป็นผลให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับปิดกิจการลงไป เฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจที่อาศัยรายได้หลักจากโฆษณา แต่การที่หนังสือพิมพ์มีจำนวนลดน้อยลงทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับที่ดำเนินการอยู่มีช่องทางขยายจนกลายเป็นธุรกิจทุนขนาดใหญ่ หนังสือพิมพ์ที่อยู่ได้มักเป็นหนังสือพิมพ์ที่นำกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์เกิดหนังสือพิมพ์ประชานิยม หรือเชิงปริมาณแนวใหม่ขึ้น คือ คม ชัด ลึก ซึ่งเน้นเสนอเรื่องเร้าอารมณ์เช่นด้วยกับหรือสื่อพิมพ์เชิงปริมาณทั่วไป
เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พ.ศ. 2535 ได้ส่งผลให้เกิดพลังของภาคประชาชน หรือประชาสังคมมากขึ้น และกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวปฏิรูปการเมือง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน รวมทั้งสิทธิในการแสวงหาสข่าวสารข้อมูล และคุ้มครองการทำงานของนักวิชาชีพสื่อมวลชน เกิดองค์กรสิสระที่ทำหน้าที่รักษาสิทธิของประชาชนและเป็นสถาบันกลางที่เชื่อโยงการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอบ เป็นต้น บรรยากาศทางการเมืองและสังคมในช่วงนี้ จึงเป็นการปูฐานรากของประชาธิปไตยแลบประชาขมมีส่วนร่วม เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ของภาครัฐและภาคธุรกิจ หนังสือพิมพ์ถูกเรียกร้องให้ทำงานด้วยความรับผิดชอบและเคร่งครัดในจรรยาบรรณ ในปี พ.ศ. 2540 ธุรกิจหนังสือพิมพ์ได้ประกาศจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แหงชาติขึ้นเพื่อควบคุมกันเองทางวิชาชีพ

กล่าวโดยสรุปแล้ว ประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ไทยได้เติบโตผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการแสวัฒนธรรมข้ามชาติ จะเห็นได้ว่า พัฒนาการของหนังสือพิมพ์ไทยล้วนเกี่ยวโยงกับแนวคิดอุดมการณ์ที่มีส่วนกำหนดสถานภาพของหนังสือพิมพ์ในแต่ละยุคและหนังสือพิมพ์ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาและแนวนโยบายไปตามบริบทเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จากหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือของเจ้านายราชสำนัก มาอยู่ในการดำเนินการปัญญาชน สามัญชน นักการเมือง นักธุรกิจหรือเจ้าของทุน และพัฒนาจนกลายเป็นธุรกิจทุนขนาดใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เสรีการบริหารงานอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์
หน่วยงานด้านการจัดการ หน่วยงานด้านบรรณาธิการ หน่วยงานด้านการผลิต
– งานธุรการ งานบุคคล – งานข่าวในประเทศ – งานเรียงพิมพ์และพิสูจน์อักษร
– งานจัดจำหน่าย – งานข่าวต่างประเทศ – งานจัดลำดับหน้า
– งานจัดหาโฆษณา – งานขาวภูมิภาค – งานถ่ายฟิล์ม ทำเพลต
– งานการตลาดและ – งานข่าวการเมือง – งานการเข้าเล่ม
ส่งเสริมการขาย – งานข่าวอาชญากรรม – งานเทคนิคและการบำรุงรักษา
– งานด้านการงินและบัญชี – งานขาวเศรษฐกิจ
– งานข่าวการศึกษา
– งานข่าวบันเทิง
– งานข่าวสตรี สังคม
– งานข่าวสารคดี บทความ
– งานข่าวฝ่ายภาพ
– งานข่าวจัดหน้า และงานด้านศิลป์
– งานข่าวบรรณาธิกร
– งานห้องสมุดและศูนย์ข้อมูล
หนังสือพิมพ์และผู้อ่าน และผลกระทบต่อสังคม – วัฒนธรรม
ในฐานะที่หนังสือพิมพ์เป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง สินค้าที่ผลิตในตลาดอุตสาหกรรมนี้คือหนังสือพิมพ์ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตสามารถเอาชนะคู่แข่งขันและดำรงอยู่ได้ในตลาดประเภทเดียวกันก็คือ การสร้างความแตกต่างของหนังสือพิมพ์ ซึ่งสามารถสร้างได้สองลักษณะ คือ ความแตกต่างด้านเนื้อหา และความแตกต่างด้านรูปเล่ม การจัดหน้า ส่วนใหญ่แล้วหนังสือพิมพ์จะสามารถบ่งบอกความแตกต่างหรือลักษณะเด่นของตัวเองได้ ด้วยการระบุว่ากลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของหนังสือพิมพ์เป็นใครบ้างตารางต่างไปนี้เป็นการนำเสนอความแตกต่างของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับตามลักษณะเด่นและตามกลุ่มผู้อ่าน

แหล่งอ้างอิง http://www.learners.in.th/blogs/posts/199024

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s